การดูแลผู้ป่วยที่ผ่าตัดลำไส้

การดูแลผู้ป่วยที่ผ่าตัดลำไส้

การผ่าตัด ถือเป็นการรักษาหลักของมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยตัดเอาลำไส้ส่วนที่เป็นโรคและต่อมน้ำเหลืองออกไป ตัดแล้วก็ต่อ อาจเป็นการต่อลำไส้ใหญ่เข้ากับลำไส้เล็ก หรือลำไส้ใหญ่ส่วนที่เหลืออยู่ต่อเข้าด้วยกัน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เป็น ถ้าลุกลามมากหรือมะเร็งของลำไส้ใหญ่ส่วนปลายที่อยู่ติดกับทวารหนัก ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการตัดทำลายกล้ามเนื้อหูรูดรูทวารได้ การผ่าตัดอาจมีความจำเป็นต้องทำทวารเทียมเอาปลายลำไส้ส่วนที่เหลืออยู่เปิดออกทางหน้าท้องเป็นทางให้อุจจาระออก

 

การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดลำไส้ใหญ่

โดยทั่วไป 2 หรือ 3 วันก่อนการผ่าตัด แพทย์จะกำหนดให้รับประทานอาหารอ่อน หรือ อาหารที่ดูดซึมเร็วและย่อยง่าย บางครั้งก็อนุญาตให้เป็นอาหารประเภทของเหลวใส (เช่น น้ำผลไม้, น้ำซุปใส, เจลาติน) บางมื้อ และจนเมื่อ 24 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับเพียงอาหารเหลวใส และจะถูกสั่งงดอาหารหลังเที่ยงคืนก่อนผ่าตัด

เนื่องจากหน้าที่ของลำไส้ใหญ่ คือ เก็บกากอาหาร จึงมีแบคทีเรียบริเวณนี้มากมาย ก่อนการผ่าตัดจึงต้องมีการล้างทำความสะอาดลำไส้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ โดยอาจทำได้ 2 แบบ คือ (1) ใช้ยาระบายอย่างแรงกระตุ้นการขับถ่ายของเสียออกจากลำไส้ (2) ใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังต้องตรวจอื่นๆ อาทิ โรคประจำตัวของผู้ป่วย เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด

หากก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่และอุดตันลำไส้ เป็นไปได้ที่แพทย์จะส่องกล้องเพื่อใส่ stent (ขวดลวดพลาสติก) เข้าไปขยายลำไส้ ทั้งนี้เพื่อเปิดลำไส้ไม่ให้อุดตัน เป็นการเตรียมลำไส้ให้สะอาดก่อนทำการผ่าตัดในอีก 2-3 วันถัดไป วิธียังช่วยลดผลข้างเคียงของการผ่าตัด และสามารถตัดต่อลำไส้ได้เลยโดยไม่ต้องทำทวารเทียมทางหน้าท้อง

การดูแลหลังการผ่าตัดลำไส้ใหญ่

ผลข้างเคียงของการผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ รวมถึงการทำงานของอวัยวะและสุขภาพของผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด  หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยอาจรู้สึกอึดอัดและเจ็บปวดแผล อาจต้องบรรเทาปวดด้วยยาประมาณ 2-3 วัน

ผลข้างเคียงอื่นๆ ได้แก่ ผู้ป่วยรู้สึกเหนื่อยอ่อนได้ มีเลือดออกในช่องท้อง เลือดอุดตันบริเวณขา และความเสียหายของอวัยวะใกล้เคียงในระหว่างการผ่าตัด บางกรณีการเชื่อมต่อกันใหม่ระหว่างปลายของลำไส้อาจไม่สมบูรณ์และเกิดรอยรั่วซึ่งจะนำไปสู่การติดเชื้อได้  หลังการผ่าตัดเนื้อเยื่อแผลเป็นอาจพัฒนาเป็นพังผืด เรียกว่า adhesions ซึ่งในบางรายเป็นเหตุให้ลำไส้ติดอุดตันจนต้องผ่าตัดแก้ไข เป็นต้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวข้างต้น ทีมแพทย์จะคอยระวังป้องกันให้อยู่แล้ว

นอกจากนี้ยังมีภาวะแทรกซ้อนในระบบขับถ่าย อาทิ ท้องเสีย การขับถ่ายอุจจาระไม่เป็นเวลา เป็นต้น โดยส่วนใหญ่หลังผ่าตัด ผู้ป่วยต้องฝึกการควบคุมการขับถ่ายที่ผิดไปจากเดิมของลำไส้ ต้องอาศัยเวลา ความช่วยเหลือและคำแนะนำจากแพทย์ อาการเหล่านี้จะค่อยๆ ดีขึ้น เมื่อลำไส้ที่ตัดต่อใหม่ค่อยๆ คุ้นเคยกับหน้าที่

ในด้านผลกระทบในระบบทางเดินอาหาร ช่วง 2 วันแรก หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับอาหารทางหลอดเลือดดำ ระหว่างเวลานี้ผู้ป่วยจะถูกจำกัดอาหารปกติ และมีการจำกัดน้ำ เนื่องจากลำไส้ต้องการระยะเวลาในการฟื้นฟู ช่วงนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร จนเมื่อรับประทานอาหารทางปากได้ ก็ต้องค่อยๆ เริ่มจากอาหารเหลวไปสู่อาหารเนื้อสัมผัสหยาบ

เกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศหลังการผ่าตัดลำไส้ใหญ่ ถ้าเป็นการผ่าตัดลำไส้ตรงออกทั้งหมด และเปิดรูระบายอุจจาระทางหน้าท้อง (Abdomino-perineal resection) อาจมีผลต่อสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย โดยมีผลทำให้จำนวนอสุจิน้อยลง เพราะประสาทควบคุมการหลั่งถูกทำลาย ดังนั้น ในรายที่ต้องการมีบุตรอาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน สำหรับในผู้หญิงอาจไม่ส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพทางเพศโดยตรง เพียงแต่หากมีพังผืด adhesions อาจเป็นสาเหตุให้รู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ได้ ดังนั้น ผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดลำไส้ในลักษณะดังกล่าวข้างต้น ควรทำความเข้าใจกับภรรยา-สามี ถึงภาวะที่จะเกิดขึ้น เพื่อการมีชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดลำไส้ในกรณีอื่นๆ ไม่ได้ส่งผลกระทบ

ปัจจุบันมีการผ่าตัดโดยการใช้กล้อง ซึ่งในรายที่ได้รับการผ่าตัดโดยวิธีนี้ ผู้ป่วยจะนอนโรงพยาบาลสั้นกว่ารายที่ผ่าตัดเปิดหน้าท้อง แต่มีผลแทรกซ้อนที่อาจพบได้กับท่อไตซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน อาจเกิดแก๊ซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระแสเลือด และอาจพบไส้เลื่อนที่บริเวณแผลผ่าตัด ในกรณีที่มะเร็งลำไส้ใหญ่ลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง การผ่าตัดอาจต้องขยายไปยังอวัยวะเหล่านั้นด้วย เช่น กระเพาะอาหาร ตับ ไต ลำไส้เล็ก รังไข่ หรือกล้ามเนื้อผนังหน้าท้อง ในรายที่มะเร็งลุกลามไปที่ตับ ศัลยแพทย์จะพิจารณาตัดตับบางส่วนออกไปด้วยเช่นกัน

 

 

This entry was posted in วีธีการรักษาและดูแล. Bookmark the permalink.

Comments are closed.