การปฎิบัติตัวของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่

การปฎิบัติตัวของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่

ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่มักมีอาการของโรค คือ แน่นอืด จึงควรเลือกรับประทานพืชผักจำพวกที่ช่วยขับลมร่วมด้วย เช่น ใบแมงลัก ใบกระเพรา ใบโหระพา รวมถึงผักผลไม้ต่างๆ ให้มากเพื่อให้มีกากใย ช่วยในการระบาย แต่ไม่แนะนำให้ทานข้าวเหนียวและเนื้อสัตว์ย่อยยาก เช่น เนื้อวัว เนื้อควาย หรือเนื้อหมู ตลอดจนเนื้อติดมันทุกชนิด

• ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่บางราย อาจมีอาการถ่ายอุจจาระไม่ได้จริงๆ จึงควรปรึกษาแพทย์ เพื่อได้รับยาถ่าย ซึ่งจะมีอยู่ 2 แบบ แต่ละแบบจะมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป คือ

1. ยาถ่ายประเภทที่ทำให้ลำไส้เก็บความชื้นได้ดีขึ้น และกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวด้วย ทำให้อุจจาระนิ่ม เวลาขับถ่ายจึงไม่ปวดและขับถ่ายสะดวกขึ้น
2. ยาถ่ายประเภทกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว ดังนั้นเวลาถ่ายจะทำให้รู้สึกปวด อุจจาระยังแข็ง
อีกวิธีที่อาจช่วยให้ผู้ป่วยถ่ายได้ ก็คือการสวน ซึ่งมีข้อดีคือเวลาถ่ายผู้ป่วยจะไม่ต้องเบ่ง เพราะน้ำยาสวนจะเข้าไปทำให้อุจจาระเหลว ถ่ายออกมาได้เลย

• หมั่นออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นให้ลำไส้ได้เคลื่อนไหว ทำงานมีประสิทธิภาพ

• เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน

• ในระหว่างการให้ยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยควรปฏิบัติตนตามที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ การฉีดยามีหลายวิธี เช่น ฉีดยา 2 วัน, ทุก 2 สัปดาห์, ทุกสัปดาห์ 6 สัปดาห์ พัก 2 สัปดาห์ เป็นต้น ยาอาจทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ ควรระมัดระวังเรื่องอาหารการกินเพราะอาจท้องเสียง่าย หลีกเหลี่ยงอาหารที่ร้อนจัดหรือรสจัด เพราะอาจทำให้ปากอักเสบเป็นแผล ระมัดระวังอย่าไปในที่ชุมชน เพราะอาจติดเชื้อง่าย

• ถ้าได้รับยายับยั้งเส้นเลือดร่วมด้วย อาจมีความดันโลหิตสูง ควรรับประทานยารักษาความดันจนความดันโลหิตปกติจึงเริ่มรักษา อย่าแคะจมูกเล่น เพราะเลือดกำเดาออกง่ายจากยายับยั้งเส้นเลือด ควรตรวจปัสสาวะก่อนให้ยาแน่ใจว่าปัสสาวะปกติ เพราะยาอาจทำให้โปรตีนหลังออกมาในปัสสาวะได้ หมั่นสังเกตถ้าปวดท้องผิดปกติ หรือมีอาการเส้นเลือดอุดตัน เช่น ขาบวมข้างหนึ่ง อาจเกิดจากเส้นเลือดดำที่ขาอุดตัน หรือถ่ายเป็นเลือด อาจเป็นผลจากยายับยั้งการสร้างเส้นเลือด ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา

• กรณีได้รับยาทีปิดสัญญาณการเจริญเติบโตของก้อนมะเร็งร่วมกับยาเคมีบำบัด มักพบผลข้างเคียงทางผิวหนัง ลักษณะเป็นผื่นคล้ายสิว ผิวแห้ง หรือขอบเล็บอักเสบ ควรพบแพทย์รักษาตามอาการของผิวหนังที่พบ และควรใช้น้ำยาอาบน้ำแบบเป็นน้ำมันผสม (oil bath) และควรใช้ครีมเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิวหนัง

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยที่เปิดทวารทางหน้าท้อง

การผ่าตัดเปลี่ยนช่องทางขับถ่ายมาที่บริเวณหน้าท้อง เป็นการนำส่วนของลำไส้มาทำเป็นรูเปิดที่เรียกว่า สโตมา (Stoma) หรือทวารใหม่ ทวารชนิดนี้ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้เนื่องจากไม่มีหูรูด ดังนั้นจึงต้องใช้ถุงรองรับ ชนิดของสโตมาที่เป็นช่องทางขับถ่ายอุจจาระ จำแนกออกเป็น 2 ชนิด
1. โคลอสโตมีย์ (Colostomy) เป็นทวารหนักชนิดลำไส้ใหญ่ ลำไส้ที่นำมาเปิดเป็นสโตมานั้นมีตำแหน่งต่างๆ กัน ขึ้นอยู่กับพยาธิสภาพของโรคและวัตถุประสงค์ของการทำผ่าตัด เช่น
1.1 Ascending colostomy นำส่วนต้นของลำไส้ใหญ่มาเปิดเป็นสโตมา ชนิดนี้จะค่อนข้างใหญ่ อยู่ด้านขวาของหน้าท้องส่วนล่าง อุจจาระที่ออกจะเป็นน้ำมีเนื้อปนเล็กน้อย มีฤทธิ์ความเป็นด่างค่อนข้างสูง กลิ่นอุจจาระค่อนข้างแรง
1.2 Transverse colostomy (loop colostomy) นำส่วนขวางของลำไส้ใหญ่มาเปิดเป็นสโตมา จะอยู่กึ่งกลางเยื้องมาทางขวาของหน้าท้องส่วนบน สโตมาชนิดนี้จะมี 2 รูเปิด คือ รูที่มีอุจจาระออก ส่วนอีกรูหนึ่งจะขับเมือกออก ส่วนใหญ่แบบนี้จะเป็นการเปิดแบบชั่วคราว อุจจาระที่ออกค่อนข้างเหลว มีฤทธิ์ความเป็นด่างอยู่ กลิ่นอุจจาระแรงมาก
1.3 Sigmoid colostomy (End colostomy) นำส่วนปลายของลำไส้ใหญ่มาเปิดเป็นสโตมา ส่วนใหญ่จะเปิดถาวรอยู่บริเวณหน้าท้องส่วนล่างด้านซ้าย มักทำในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งทวารหนักและหูรูด อุจจาระมีลักษณะเป็นก้อน ไม่มีฤทธิ์ความเป็นด่างแล้ว เนื่องจากสารอาหารและน้ำถูกดูดซึมที่ลำไส้ใหญ่หมดแล้วเหลือแต่กากอาหาร กลิ่นอุจจาระสามารถควบคุมได้

2. อิลิออสโตมีย์ (Ileostomy) เป็นทวารหนักชนิดลำไส้เล็ก ลำไส้ที่นำมาเปิดเป็นสโตมาจะเป็นส่วนปลายของลำไส้เล็ก อยู่ที่หน้าท้องส่วนล่างด้านขวา มีทั้งชนิดที่เป็นรูเปิดเดียว และ 2 รูเปิด ส่วนใหญ่เป็นแบบ 2 รูเปิด เป็นสโตมาที่เปิดชั่วคราว ลักษณะของอุจจาระที่ออกจะเป็นน้ำ มีกลิ่นอุจจาระเล็กน้อยแต่มีฤทธิ์ของความเป็นด่างสูงมาก สามารถทำลายผิวหนังได้ นอกจากนี้ผู้ที่มีอิลิออสโตมีย์ มักพบว่าเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำและเกลือโซเดียม เพราะร่างกายมีการขับน้ำและเกลือโซเดียมออกเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสูญเสียความสามารถในการดูดกลับของน้ำและเกลือโซเดียมที่ลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้บริเวณลำไส้เล็กส่วนปลายยังเป็นบริเวณที่ดูดซึมเกลือน้ำดี (bile salts) และวิตามินบี 12 ทำให้ผู้ป่วยเกิดการดูดซึมไขมันผิดปกติ จากการที่มีความผิดปกติของการดูดซึมกลับของน้ำดี และเกิดภาวะซีด (pernicious anemia) จากการดูดซึมวิตามินบี 12 ไม่เพียงพอ

อาการผิดปกติช่องเปิดลำไส้และผิวหนังโดยรอบที่พบบ่อย ได้แก่
- การมีเลือดออกจากช่องเปิดลำไส้ มักเกิดจากการเช็ดบริเวณช่องเปิดแรงเกินไป หรือได้รับบาดเจ็บโดยไม่รู้ตัว
- ผิวหนังเป็นรอยแดงเป็นผื่น หรือผิวหนังลอกเป็นแผลตื้นๆ มีอาการคันที่เกิดจากการแพ้กาวของอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่าย หรือการลอกอุปกรณ์แรงเกินไป
- ผิวหนังเป็นตุ่มอักเสบหรือตุ่มหนอง มักเกิดจากขนหลุด เนื่องจากการลอกอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายรุนแรงเกินไป หรืออาจเกิดร่วมกับการขังของสิ่งขับถ่าย

การดูแลป้องกัน
- ทำความสะอาดผิวหนังด้วยสบู่อ่อนและน้ำสะอาดจนหมดคราบสกปรกและคราบสบู่
- เลือกใช้ถุงรองรับสิ่งขับถ่ายชนิดที่มีแผ่นป้องกันผิวระคายเคือง
- ไม่ใช้อุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายที่มีขนาดวงช่องเปิดใหญ่กว่าขนาดของช่องเปิดลำไส้ของตน
- หมั่นสังเกตการขังของสิ่งขับถ่ายใต้อุปกรณ์รองรับ ถ้ามีควรถอดออกและทำความสะอาดเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่
- ขณะลอกอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากผิวหนัง ควรใช้มืออีกข้างหนึ่งกดผิวหนังใกล้เคียงไว้และค่อยๆลอกออกช้าๆ
- ถ้ามีอาการผิดปกติ ควรพบแพทย์หรือพยาบาลที่มีความรู้เฉพาะทาง

การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน
- อาบน้ำได้ตามปกติ ทั้งขณะใส่ถุงและถอดถุงออก โดยวิธีการตักอาบ ใช้ฝักบัว หรือลงอ่างอาบน้ำ
- การแต่งกายเป็นไปตามปกติ สวมเสื้อผ้าที่หลวมเล็กน้อย การสอดถุงรองรับของเสียไว้ด้านในของกางเกงชั้นใน จะช่วยให้เดินและเคลื่อนไหวสะดวกมากขึ้น
- การรับประทานอาหารในระยะ 2 เดือนแรกหลังผ่าตัด ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีเส้นใยมาก เช่น ถั่วและผลไม้แห้ง หลังจากนั้นเริ่มรับประทานได้ทีละน้อยเคี้ยวให้ละเอียด ไม่มีข้อจำกัดใดเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร ยกเว้นอาหารประเภทที่อาจมีผลกระทบต่อการขับถ่าย ได้แก่
อาหารที่มีเส้นใยสูง จะทำให้อุจจาระเป็นก้อนมากยิ่งขึ้น เช่น กล้วย ข้าว ขนมปัง มันฝรั่ง ถั่ว เนยแข็ง ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน เพื่อป้องกันท้องผูกและลำไส้อุดตัน
อาหารที่อาจทำให้ท้องเสีย ได้แก่ อาหารรสเผ็ดจัด ผลไม้ดิบ ถั่วสีเขียว บร็อคโคลี่ ผักโขม น้ำผลไม้ เบียร์ ช็อกโกแลต เป็นต้น
อาหารที่ทำให้อุจจาระมีกลิ่นรุนแรง ได้แก่ อาหารทะเล โดยเฉพาะ กุ้ง ไข่ หน่อไม้ฝรั่ง หัวหอม กระเทียม เครื่องเทศ อาหารตระกูลถั่ว กะหล่ำปลี บร็อคโคลี่ สะตอ ชะอม ลูกเนียง เห็ดหอม ทุเรียน เป็นต้น
อาหารที่ทำให้เกิดแก๊ส ได้แก่ อาหารตระกูลถั่ว เห็ด เบียร์ น้ำอัดลม กะหล่ำปลี แตงกวา หัวหอม ผักโขม ข้าวโพด บร็อคโคลี่ กะหล่ำดอก ถั่วงอกดิบ ยีสต์และนม เป็นต้น
อาหารที่ช่วยลดแก๊สและกลิ่น ได้แก่ โยเกิร์ด
อาหารที่ช่วยระบายกากอาหาร ได้แก่ น้ำผลไม้คั้น น้ำลูกพรุน น้ำส้ม มะละกอสุก และควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว
- การเดินทาง ควรเตรียมอุปกรณ์สำรองไป 2-3 ชุด ได้แก่ กระดาษชำระ น้ำสะอาด อุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่าย และยา
- การเล่นกีฬา ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การวิ่ง หรือเดินเพื่อสุขภาพ และเล่นกีฬาได้ตามปกติแต่ไม่หักโหม
- การมีเพศสัมพันธ์ ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ ผู้หญิงที่มีช่องเปิดลำไส้สามารถตั้งครรภ์ได้ เว้นแต่แพทย์แนะนำให้ชะลอการมีบุตรไว้ก่อน

สอบถามข้อมูลยาจีนเพื่อการรักษามะเร็งให้ได้ผลดีและเร็วยิ่งขึ้น คลิคที่นี่ หรือโทร. 02-264-2217-9

This entry was posted in วีธีการรักษาและดูแล and tagged , , , , . Bookmark the permalink.

Comments are closed.