การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่

การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่

หลักการรักษาตามระยะของโรค
ระยะ 0 รักษาโดยตัดติ่งเนื้อออกไประหว่างการส่องกล้อง จะไม่มีการผ่าตัดอื่นเพิ่มเติม ยกเว้นในกรณีที่ไม่สามารถตัดติ่งเนื้อออกไปได้หมด
ระยะ 1 รักษาโดยการผ่าตัดก้อนมะเร็งและต่อมน้ำเหลืองออกไป
ระยะ 2 รักษาโดยการผ่าตัด และบางรายอาจต้องให้เคมีบำบัดร่วมด้วย
ระยะ 3 รักษาโดยการผ่าตัดกำจัดเอาเนื้อร้ายออกร่วมกับการให้เคมีบำบัด
ระยะ 4 รักษาโดยเคมีบำบัด ร่วมกับการผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออกในอวัยวะที่มะเร็งแพร่กระจายไปถึง ถ้าทำได้ ในผู้ป่วยบางรายการอาจเป็นการผ่าตัดเพื่อแก้ไขอาการต่างๆ

• การผ่าตัด
การผ่าตัดเป็นวิธีที่ใช้บ่อยที่สุดในการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยอาจจะทำเพียงการตัดก้อนชิ้นเนื้อ หรือการตัดเฉพาะที่ในกลุ่มที่เป็นในระยะแรก แต่ในระยะที่ก้อนเนื้องอกลุกลามไปนอกลำไส้ใหญ่ หรือเข้าไปยังต่อมน้ำเหลืองข้างเคียง ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการตัดเนื้องอกร่วมกับส่วนหนึ่งของลำไส้ไปด้วย ร่วมกับการเลาะชิ้นเนื้อต่อมน้ำเหลืองที่คาดว่าอาจมีการกระจายเนื้องอกเข้าไปร่วมด้วย ในบางกรณีสามารถต่อลำไส้เข้ามาด้วยกันได้เลย แต่บางคนไม่สามารถต่อเข้าด้วยกันได้ อาจต้องมีการเปิดหน้าท้องเป็นทางออกของอุจจาระแทน

การผ่าตัดเอาลำไส้ส่วนที่มีมะเร็งออกยังเป็นวิธีที่ดีที่สุด และมีโอกาสหายขาดได้มากที่สุด แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นในกรณีที่มะเร็งอยู่ใกล้ทวารหนักมาก ทำให้ศัลยแพทย์ไม่อาจเย็บลำไส้ต่อกลับให้เหมือนเดิมได้ กรณีเช่นนี้อาจต้องมีการย้ายทวารหนักไปไว้ที่ท้องน้อย แล้วใส่ถุงคาดเอวไว้รองรับ เรียกว่า โคลอสโตมี่ (Colostomy)

ปัจจุบันมีการผ่าตัดผ่านกล้องส่องทางหน้าท้อง ซึ่งลดผลข้างเคียงจากการผ่าตัดใหญ่ แต่ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และยังไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมกับผู้ป่วยทุกราย
อาการข้างเคียงของการผ่าตัด ได้แก่ ปวดและกดเจ็บบริเวณแผลผ่าตัด ท้องผูก ท้องเสีย แต่เป็นในระยะสั้นๆ สำหรับคนไข้ที่มีทวารเทียมเปิดบริเวณผนังหน้าท้อง อาจจะมีอาการระคายเคืองบริเวณผิวหนังรอบๆ รูเปิดทวารเทียม ซึ่งแพทย์และพยาบาลจะแนะนำคนไข้ให้สามารถทำความสะอาดบริเวณรูเปิดทวารเทียม หรือป้องกันการระคายเคืองบริเวณรอบๆ รูเปิด หรือการติดเชื้อบริเวณรอบๆ รูเปิด
หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยต้องฝึกการควบคุมเรื่องการขับถ่ายที่ผิดไปจากเดิม ต้องอาศัยเวลา และความช่วยเหลือตลอดจนคำแนะนำจากแพทย์

• เคมีบำบัด
การรักษาด้วยเคมีบำบัดเป็นการรักษาเพื่อลดการกลับมาเป็นซ้ำ โดยเฉพาะในผู้ป่วยตั้งแต่ระยะที่ 2 เป็นต้นไป หรือผู้ที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ จากรายงานการศึกษาพบว่า อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดร่วมกับการผ่าตัดนั้น ดีกว่าการรักษาด้วยการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ เคมีบำบัดยังนิยมใช้เพื่อการรักษาแบบประคับประคองด้วย

ในอดีตแพทย์ไม่สามารถทราบล่วงหน้าว่าผู้ป่วยรายใดที่จะได้ผลตอบสนองต่อเคมีบำบัดหลังผ่าตัด จึงทำให้เกิดเป็นความยากลำบากในการตัดสินใจวางแผนการรักษาผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่โรคลุกลาม ปัจจุบันเกิดความรู้ใหม่พบว่า ปริมาณดีเอ็นเอในเซลล์มะเร็ง (DNA content) เป็นสิ่งช่วยทำนายผลการรักษาในกรณีดังกล่าวได้ โดยผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะลุกลามที่มี ดีเอนเอเป็นชนิด Tetraploid , Peritetrapliod และ Multiploid Tumours จะตอบสนองดีมากต่อยาเคมีบำบัดสูตร Irinotecan + 5-FU สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดสูตร irinotecan + 5-FU ได้แก่ ผู้ที่มี ดีเอนเอ เป็นชนิด Diploid, Peridiploid และ Aneuploid Tumours

การบริหารยาเคมีบำบัดมี 2 วิธี
1. ชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ เป็นวิธีดั้งเดิมของการให้ยาเคมีบำบัด การฉีดอาจเป็นทุก 2 วัน, ทุก 2 สัปดาห์, ทุกสัปดาห์ 6 สัปดาห์ พัก 2 สัปดาห์ เป็นต้น
2. ชนิดรับประทาน ผู้ป่วยรับยาไปรับประทานเองที่บ้าน เป็นวิธีการที่พัฒนาขึ้นเพื่อสะดวกในการรักษาผู้ป่วย และการดูแล

อาการข้างเคียงของเคมีบำบัด ที่พบบ่อยได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย กระหายน้ำ อ่อนเพลีย เสี่ยงต่อการติดเชื้อ มือเท้าชา แพทย์จะให้ยาเพื่อบรรเทาอาการ แต่ถ้าผลข้างเคียงมากจัดการยาก แพทย์อาจลดขนาดของยาเคมีหรือเลื่อนการให้เคมีบำบัดออกไป

• การฉายแสง
โดยปกติจะฉายแสงในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ตรง โดยอาจทำก่อนผ่าตัด (เรียกว่า การรักษาเสริมก่อนผ่าตัด) เพื่อลดขนาดของก้อน หรืออาจใช้หลังผ่าตัดเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่เหลืออยู่ หรือใช้เมื่อก้อนเนื้อลุกลามออกไปยังอวัยวะอื่นๆ หรือออกมาเกาะยังผนังหน้าท้อง

มีการศึกษาพบว่า การให้เคมีบำบัดร่วมกับการฉายแสงก่อนการผ่าตัดให้ผลการรักษาที่ดี และมีประโยชน์กว่าการให้หลังจากผ่าตัด และนิยมให้เคมีบำบัดร่วมกับการฉายแสง เพราะยาจะเพิ่มประสิทธิภาพของการฉายแสง ทำให้การรักษาดีขึ้น

อาการข้างเคียงจากการฉายแสง อาทิ อ่อนเพลีย ผิวหนังถูกทำลายในบริเวณที่มีการฉายแสง เบื่ออาหาร คลื่นไส้และท้องเสีย บางครั้งอาจพบเลือดปนอุจจาระ(เลือดออกจากทวารหนัก) หรือลำไส้อุดตัน

• ชีวบำบัด (Biological Therapy)
ยากลุ่มนี้มีกลไกการออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเป้าหมาย หรือที่เรียกว่า การรักษาแบบ Targeted Therapy โดยมีผลต่อเซลล์ปกติเพียงเล็กน้อย ทำให้ผลข้างเคียงลดน้อยลง ต่างจากการรักษาด้วยเคมีบำบัดแบบเดิมที่ใช้หลักการฆ่าเซลล์ที่กำลังมีการเติบโตหรือแบ่งเซลล์อยู่อย่างผิดปกติ ซึ่งโดยหลักการจะส่งผลเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งมากกว่า แต่ในความเป็นจริง เซลล์ปกติบางประเภทก็มีการเติบโตรวดเร็ว เช่น ไขกระดูก เซลล์ผม รังไข่ เป็นต้น ดังนั้นการออกฤทธิ์ของยาเคมีบำบัดจึงอาจส่งผลต่อเซลล์ปกติด้วย จุดนี้เองที่เป็นสาเหตุสำคัญของผลข้างเคียงต่างๆ จากการใช้ยาเคมีบำบัด
ดังนั้น จึงมีการพัฒนาและค้นคว้าวิจัยทางชีวพันธุเทคโนโลยี (Biogenetic Technology) จนเกิดการรักษาโรคมะเร็งในรูปแบบที่เรียกว่า ชีวบำบัด (Biological therapy) คือ การให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำหน้าที่ทั้งโดยตรงและทางอ้อมเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง ลดขนาดเซลล์ หรือลดผลข้างเคียงของการรักษามะเร็ง หลักการ คือ จะรักษาโดยการซ่อมแซม กระตุ้น หรือเพิ่มประสิทธิภาพการต่อต้านเซลล์มะเร็งของระบบภูมิคุ้มกัน โดยพบว่าที่เซลล์มะเร็งเป้าหมายจะมีตัวรับ (Receptor) บางอย่างที่แตกต่างจากเซลล์ทั่วไป ตัวรับนี้มีสารโปรตีนในร่างกายเป็นปัจจัยต่อการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติของมะเร็ง จึงมีการศึกษาหาตัวรับของยาชีวบำบัดจากหลายกระบวนการเติบโตของมะเร็งชนิดต่างๆ จนปัจจุบันได้พัฒนายาชีวบำบัดรูปแบบ Monoclonal Antibody ที่จำเพาะต่อเป้าหมาย 2 ตัวรับในมะเร็งลำไส้ใหญ่ ได้แก่

1. การรักษาที่ออกฤทธิ์ปิดสัญญาณการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
ยากลุ่มนี้เป็นแอนติบอดีออกฤทธิ์ยับยั้งการจับของปัจจัยการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติในเซลล์มะเร็งที่จับกับตัวรับที่เรียกว่า Epidermal Growth Factor Receptor หรือ EGFR ในเซลล์มะเร็ง จากการศึกษาพบว่า การที่ตัวรับ EGFR ถูกกระตุ้นจากปัจจัยการเจริญเติบโต (Growth Factors) ที่มีในร่างกาย ทำให้เกิดกระบวนการพัฒนาของเซลล์ พบว่า EGFR มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาและเติบโตของเซลล์มะเร็งหลายชนิด ส่งผลให้เพิ่มความทนต่อฤทธิ์ยาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา ทำให้เกิดการแพร่กระจายของมะเร็ง และยังพบว่าเซลล์มะเร็งที่มี EGFR มากจะมีอาการของโรคที่อยู่ในระยะแพร่กระจาย หรือมะเร็งระยะที่ 4 ดังนั้น EGFR เป็นตัวรับตัวหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคมะเร็ง
ยาที่ออกฤทธิ์ต่อเป้าหมาย EGFR นี้จะเข้าทำงานใน 3 ลักษณะ คือ

1. ยาไปแย่งจับกับตัวรับที่อยู่บนผิวเซลล์มะเร็งแทนที่ปัจจัยการเจริญเติบโตปกติที่มีอยู่ในร่างกาย ทำให้ตัวรับไม่สามารถจับกับสารเหล่านั้น

2. ยาที่จับกับตัวรับ EGFR จะดึงตัวรับนั้นเข้าทำลายในเซลล์ทำให้ลดจำนวนตัวรับบนผิวเซลล์ลง ช่วยลดโอกาสที่ปัจจัยการเจริญเติบโตมาจับกับตับรับ

3. ยามีรูปแบบเป็นแอนติบอดี จึงสามารถส่งสัญญาณต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้มาทำลายเซลล์มะเร็ง

ด้วยกลไกการทำงานดังกล่าว จึงทำให้มีการปิดสัญญาณการเจริญของเซลล์ ส่งผลให้เซลล์มะเร็งหยุดการเจริญเติบโต กระตุ้นให้เซลล์มะเร็งมีการทำลายตัวเองตามธรรมชาติ นอกจากนั้น ยังช่วยเพิ่มการตอบสนองต่อยาเคมีบำบัด และรังสีรักษา

2. การรักษาโดยการยับยั้งกระบวนการสร้างเส้นเลือดใหม่
เนื่องจากมะเร็งเป็นการเติบโตที่ผิดปกติของเซลล์ในอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง จึงต้องสร้างเส้นเลือดเพื่อนำออกซิเจนและสารอาหารเพื่อมาเลี้ยงตัวเองให้เติบโต เซลล์มะเร็งบางเซลล์สามารถสร้างโปรตีนที่มีคุณสมบัติกระตุ้นการสร้างเส้นเลือด (Vascular Endothelial Growth Factor หรือ VEGF) และปลดปล่อยสารนี้ออกไปยังเนื้อเยื่อใกล้เคียง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่จากเส้นเลือดปกติ และแผ่ขยายเข้าสู่เนื้อเยื่อมะเร็งได้ VEGF ถูกสร้างโดยเซลล์หลายชนิด ทำงานโดยจับกับตัวรับบนเซลล์ผิวหลอดเลือดแล้วส่งสัญญาณไปกระตุ้นให้มีการสร้างเส้นเลือดใหม่ไปเลี้ยงเนื้อเยื่อมะเร็งได้
ยาแอนติบอดีกลุ่มนี้สามารถยับยั้งกระบวนการสร้างเส้นเลือดใหม่ของเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งหยุดการเจริญเติบโตและลุกลาม เนื่องจากขาดเส้นเลือดที่จะหล่อเลี้ยง ในปัจจุบันยานี้ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของประเทศไทยให้ใช้ยายับยั้งเส้นเลือดร่วมกับยาเคมีบำบัดเป็นยาในการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจาย

สอบถามข้อมูลยาจีนเพื่อการรักษามะเร็งให้ได้ผลดีและเร็วยิ่งขึ้น คลิคที่นี่ หรือโทร. 02-264-2217-9

This entry was posted in วีธีการรักษาและดูแล and tagged , , , , . Bookmark the permalink.

Comments are closed.