เคล็ด(ไม่)ลับต่อสู้มะเร็ง

เคล็ด(ไม่)ลับต่อสู้มะเร็ง

      แค่เอ่ยชื่อโรคมะเร็ง หลายคนก็หวาดกลัวกันแล้ว แล้วถ้าหากว่าจะต้องรู้ว่าคนที่เรารักหรือตัวเราต้องเป็นมะเร็งคงเกิดอาการกระวนกระวายใจอยู่ไม่น้อย แต่การกระวนกระวายใจ เครียด วิตกกังวล ไม่ได้ช่วยให้ตัวโรคนั้นหายไป ซ้ำยังทำให้ตัวโรคมะเร็งยิ่งเติบโตและร่างกายก็ทรุดโทรมลงด้วย วันนี้เรามีเคล็ดไม่ลับสำหรับผู้ป่วยมะเร็งมาแนะนำเพื่อไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันกันคะ
หลายคนคงเคยได้ยินถึงข้อมูลที่ว่า มะเร็งชอบความเป็นกรด ซึ่งอาหารที่มีสภาพความเป็นกรด ได้แก่

น้ำตาลทรายขาว


น้ำตาลทรายขาวมีสภาวะความเป็นกรด ซึ่งมะเร็งจะยิ่งมีการเจริญเติบโตขึ้นจากสภาพความเป็น กรด โดยมะเร็งจะใช้การย่อยสลายกลูโคสในการเจริญเติบโตของมะเร็ง ซึ่งน้ำตาลจะดูดซึมเข้าไปเลี้ยงเซลล์มะเร็งให้เจริญเติบโตได้ง่ายที่สุด แม้แต่น้ำตาลจากผลไม้หวานก็มีการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย ลอส แองเจิลลิส ประเทศสหรัฐอเมริกาว่าสามารถทำให้เซลล์มะเร็งโตได้เช่นกัน ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการเติมความหวานด้วยน้ำตาลทรายขาว แต่หันมาใช้น้ำตาลจากธรรมชาติแทน เช่น น้ำผึ้ง และใช้ในปริมาณที่น้อย

นม


ควรเปลี่ยนจากการดื่มนมวัว นมจากสัตว์มาเป็นนมที่มาจากพืช เช่น นมถั่วเหลือง หรือน้ำเต้าหู้แทน เพราะในถั่วเหลืองมีโปรตีนจากพืชที่มีคุณภาพดี ประกอบด้วยสารอาหารหลายชนิด อาทิ แคลเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี เซเลเนียม วิตามิน A,E,B1,B2 กรดอมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย 18 ชนิดและธาตุเหล็กที่มีมากกว่านมถึง 1.6 เท่า แต่การดื่มนมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ก็ควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะเช่นกัน มีผลวิจัยพบว่า การดื่มน้ำเต้าหู้ที่มากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยในถั่วเหลืองจะมีสารที่เรียกว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งสารดังกล่าวจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อจะทำให้เป็นหมัน รวมทั้งสามารถทำให้เกิดความผิดปกติที่เต้านมได้อีกด้วย
สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ที่ตรวจความอ่อนไหวต่อฮอร์โมน (ER, PR) แล้วเป็นบวก ซึ่งหมายถึง ฮอร์โมนมีส่วนกระตุ้นมะเร็งเต้านม เนื่องจากถั่วเหลืองมีงานวิจัยพบว่ามีฤทธิ์คล้ายคลึงฮอร์โมนเพศหญิง ดังนั้นควรรับประทานถั่วเหลืองในปริมาณที่เหมาะสม โดยสามารถรับประทานนมถั่วเหลือง (น้ำเต้าหู้) ได้วันละ 1 แก้ว
ผักและผลไม้


ผักและผลไม้มีสภาวะความเป็นด่าง ควรรับประทานผักและผลไม้ในแต่ละมื้อประมาณ 80% ของปริมาณอาหารทั้งหมด โดยเฉพาะผักใบเขียวและผักในตระกูลกระหล่ำทั้งหลาย เพราะสารสีเขียวในผักอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ มีสารสำคัญหลายชนิด เช่น suiforaphane และสาร isothiocyanate ซึ่งช่วยขับพิษสารเคมี สาร indole สามารถจับสารก่อมะเร็ง ขับสารเคมีและรักษาสมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจน สาร giucosinolate ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันและยับยั้งการเจริญของเนื้องอก ทั้งนี้สามารถนำผักหรือผลไม้มาปั่นหรือคั้นเอาแต่น้ำเพื่อดื่มก็ได้ น้ำผักและน้ำผลไม้จะให้เอนไซม์ที่ง่ายต่อการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
ก่อนการรับประทานผักและผลไม้ควรล้างทำความสะอาดให้สะอาด หรือล้างด้วยด่างทับทิม เกลือ เพื่อชะล้างสารกำจัดศัตรูพืชที่อาจมีการตกค้างให้หมดไป
ดื่มชาเขียว


ชาเขียวมีสารประกอบที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่หลายชนิด แต่วันนี้เราจะพูดถึงสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่เรียกว่า แคททีชิน (catechins) แคททีชินที่พบมากที่สุดในชาเขียวคือ สารอีพิกัลโลคาเทชินกัลเลต (epigallocatechin gallate) ซึ่งมีความสำคัญในการออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีงานวิจัยชี้ว่า สารต่างๆในชาเขียวสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งบางชนิด อีกทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้
น้ำสะอาด
การดื่มน้ำเปล่าที่สะอาดผ่านการกรองส่งผลดีต่อร่างกายของผู้ป่วย เพราะน้ำมีส่วนช่วยในการลำเลียงสารอาหาร กำจัดสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และช่วยให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างเป็นปกติ
ผลการวิจัยของแพทย์ชาวญี่ปุ่น Yoshitaka Ohno ได้กล่าวว่า น้ำที่มีคุณภาพเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาโรคมะเร็ง ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการเต้นชีพจรแห่งเมืองหนานจิงได้กล่าวเตือนอีกว่า หากเราปรารถนาที่จะให้น้ำเป็นตัวป้องกันและรักษามะเร็ง เราจำเป็นต้องให้ร่างกายได้รับน้ำที่มีคุณภาพเพียงพอ เพื่อขับสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย และยังสามารถรักษาสมดุลความเป็นด่างของร่างกายได้อีกด้วย
เลี่ยงเนื้อสัตว์ย่อยยาก
เนื้อสัตว์เป็นอาหารที่ย่อยยาก เนื้อสัตว์ต้องการเอนไซม์ในการย่อยเป็นจำนวนมาก เมื่อเอนไซม์ในการย่อยไม่เพียงพอ ทำให้เนื้อสัตว์ไม่สามารถย่อยได้หมด ส่งผลให้เกิดการตกค้างในลำไส้ และกลายเป็นสารพิษตกค้างในร่างกาย โดยควรบริโภคเนื้อสัตว์ที่ย่อยยากให้น้อยลง เพราะเซลล์มะเร็งมีโปรตีนที่ยากแก่การทำลายเป็นเกราะคอยป้องกัน การบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลงจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น
ควบคุมอารมณ์และมองโลกในแง่บวก
ความเครียด ความโกรธ ความกังวล ความเศร้า อารมณ์ทั้งหลายนี้จะส่งผลให้ร่างกายมีสภาพความเป็นกรด ความเป็นกรดคือสิ่งที่มะเร็งชอบ ดังนั้นเราควรทำใจใหสบาย ไม่เครียด ไม่กังวล หาแนวทางที่จะช่วยให้เราคลายความกังวล เช่น การสวดมนต์ การเล่นโยคะ การนั่งสมาธิ การอ่านหนังสือ หรือการดูหนังตลก เพื่อทำให้เรารู้สึกสนุก ร่างกายของเราก็จะเกิดความผ่อนคลายและอยู่ในสภาวะสมดุล

การออกกำลังกาย

     การออกกำลังกายเป็นการเพิ่มออกซิเจนเข้าไปในร่างกาย เซลล์มะเร็งจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาวะที่มีออกซิเจน การหายใจเข้าลึกๆ-หายใจออกช้าๆ เป็นอีกวิธีที่จะช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในเซลล์ และมีส่วนเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งได้ดี

  มะเร็ง ไม่ได้น่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวคือใจของเรามากกว่า เพราะหากเราไม่ยอมแพ้ต่อมะเร็ง ยิ้มสู้และยอมรับ พร้อมจะเรียนรู้และสู้กับมัน เชื่อว่ามะเร็งก็จะสามารถหายไปจากชีวิตของเราได้

 

This entry was posted in ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ, วีธีการรักษาและดูแล, อาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้. Bookmark the permalink.

Comments are closed.