โรคลำไส้แปรปรวน IBS Irritable Bowel Syndrome

โรคลำไส้แปรปรวน

โรคลำไส้แปรปรวน เป็นภาวะเรื้อรังของลำไส้ เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของลำไส้ส่วนปลาย อันได้แก่ ปลายลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ ซึ่งมีการบีบตัวมากเกินไป ถ้าใช้การส่องกล้องตรวจลำไส้จะตรวจไม่พบก้อนเนื้องอก เป็นโรคที่พบบ่อยในระบบทางเดินอาหาร มีอาการไวต่อสิ่งกระตุ้น เช่น อาหารที่มีรสเผ็ด ชา กาแฟ หรือไวต่อความเครียด ทำให้คนที่เป็นโรคนี้มีอาการปวดเกร็งหรือแน่นอึดอัดท้อง ท้องอืด บางครั้งคล้ายๆ กับมีลมในท้องมาก นอกจากนี้ยังทำให้การขับถ่ายอุจจาระผิดปกติ โดยเกิดจากการบีบของลำไส้เช่นกัน พบมากในคนวัยทำงานที่มีอายุ 30-50 ปี ซึ่งในปัจจุบันขยายผลไปยังกลุ่มวัยรุ่นเพิ่มขึ้น

มีการศึกษาผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งพบว่าส่วนใหญ่เป็นนานมากกว่า 20 ปี จึงถือว่าโรคนี้เป็นโรคประจำตัวโรคหนึ่งที่ไม่หายขาด เช่นเดียวกับ โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง

อาการเตือนโรคลำไส้แปรปรวน คือ มีอาการปวดท้อง โดยอาจจะปวดบริเวณกลางท้อง หรือปวดบริเวณท้องน้อย แต่โดยทั่วไปจะปวดท้องน้อยด้านซ้าย ลักษณะอาการปวดมักจะปวดแบบเกร็ง แน่นท้อง ท้องอืด มีอาการท้องโตขึ้น เหมือนมีลมอยู่ในท้อง อาจมีอาการเรอหรือผายลมบ่อย ถ่ายผิดปกติ เช่น ท้องผูก ท้องเสีย หรืออาจมีท้องผูกสลับท้องเสีย บางรายอาจมีความรู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุด การขับถ่ายอุจจาระมีลักษณะเหลว หรือเป็นมูกร่วมด้วยแต่จะไม่มีเลือด อาการมักจะเป็นๆ หายๆ มากน้อยสลับกันและมีอาการเกิน 3 เดือน ซึ่งมีปัจจัยกระตุ้นได้แก่ ยา อาหาร อารมณ์เครียด ปริมาณเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะมีอาการเป็นๆ หายๆ ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน

การรักษาและข้อแนะนำ

1. รับประทานอาหารที่มีกากมากโดยเฉพาะช่วงท้องว่าง เช่น กากสังเคราะห์หรือผักและผลไม้มากๆ น้ำผลไม้ ซีเรียล ขนมปังที่ทำจากธัญพืช ถั่วปนโปรตีนเกษตรแทนเนื้อสัตว์ จะทำให้ท้องผูกดีขึ้น
- อาหารหลัก ควรประกอบด้วย แป้ง ขนมปัง พาสต้า ข้าว มันฝรั่ง  ข้าวโอ๊ต ธัญพืช
- อาหารประกอบ ควรเป็นผักผลไม้ อาหารทะเล ไข่ขาว ไก่
2. หลีกเลี่ยงอาหารบางประเภท เช่น  
-  อาหารที่ทำให้เกิดแก๊สมากเช่น กะหล่ำปลี น้ำอัดลม นมและผลิตภัณฑ์จากนม (อาจรับประทานนมไขมันต่ำ, เนยแข็งที่ทำแบบไขมันต่ำได้)
- หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง โดยการลดปริมาณน้ำมันในการทำอาหาร กินเฉพาะไข่ขาว แทนที่จะรับประทานไข่ทั้งฟอง ใช้กระทะที่ไม่ต้องใช้น้ำมันมาก กินนมถั่วเหลือง นมข้าว ทดแทนนมปกติ ใช้น้ำสลัดไขมันต่ำ
-  งดการสูบบุหรี่ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด วิตามินบำรุงเลือด ยาเสพติด เช่น โคเคน ยาอี
-  งดกาแฟ ชา
-  งดอาหารและเครื่องดื่มเย็นๆ เพราะทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวมากขึ้น
-  งดหมากฝรั่ง ลูกอม
-  หลีกเลี่ยงยาบางชนิด ตามที่แพทย์แนะนำ
3. รับประทานอาหารปริมาณน้อยและบ่อยครั้ง เคี้ยวช้าๆ 
4. ออกกำลังกาย เดินไปเดินมาหลังมื้ออาหาร คลายเครียด ผักผ่อนให้เพียงพอ
5. รับประทานยาตามที่แนะนำ 
- กากใยอาหารสังเคราะห์สำหรับ IBS แบบท้องผูก
-  Loperamide สำหรับแบบ IBS แบบท้องเสีย
-  Peppermint ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเรียบ เช่น ดื่มชามิ้นท์
- ยาแก้ปวดในกลุ่มคลายอาการเกร็งของกล้ามเนื้อลำไส้
- ยาช่วยควบคุมลำไส้ที่ออกฤทธิ์ต่อ Serotonin
6. ดื่มน้ำ 6-8 แก้ว/วัน อย่าดื่มน้ำมากตอนรับประทานอาหาร
7. ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องและท้องเสียมักเกิดจากความเครียดเป็นตัวกระตุ้น จึงอาจใช้การรักษาทางจิตวิทยาและการช่วยคลายความเครียดโดยไม่ต้องใช้ยารักษาได้

ผู้ที่มีอาการน้อยกว่า 6 เดือน หรือเริ่มจะเป็นได้ไม่นาน และนานเกินกว่า 2 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจโดยละเอียด เพราะอาจไม่ใช่โรคลำไส้แปรปรวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ซึ่งมีความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าคนอายุน้อย

This entry was posted in ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ. Bookmark the permalink.

Comments are closed.